คุณอยู่ที่

  • บทความ
  • ผลิตภัณฑ์ธนาคาร
  • ช่องทางบริการธนาคาร
  • เกี่ยวกับเรา
  • บริการช่วยเหลือ
  • ลิงก์ด่วน
ผลิตภัณฑ์ธนาคาร
เกี่ยวกับเรา
Financial Guru
Business Maker
Lifestyle Tips
ลงทุน
บริการโอนเงินระหว่างประเทศ
CIMB THAI App
ข่าวและกิจกรรม

 

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ทำให้หลายบริษัทหันมาใช้รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid มากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานแบบใหม่ที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับพนักงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เรามาทำความรู้จักกับวิถีการทำงานแบบ Hybrid working ว่ามีข้อดีอย่างไร และเหมาะกับทุกธุรกิจหรือไม่ 

 

Hybrid Working คืออะไร

การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid working) เป็นวิธีการทำงานที่ผสมผสานระหว่างการทำงานในออฟฟิศ สลับกับการทำงานนอกสถานที่ โดยพนักงานสามารถจัดสรรเวลาและสถานที่ทำงานได้ เช่น ทำงานจากที่บ้าน หรือ ทำงานที่ร้านกาแฟ Co-working space ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทว่า จะให้พนักงานเข้าออฟฟิศกี่วัน และสามารถทำงานแบบ Work from anywhere ได้กี่วันต่อสัปดาห์ ซึ่งข้อดีของการทำงานแบบ Hybrid working ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อพนักงาน และ องค์กร ดังนี้

 

ข้อดีของการทํางานแบบ hybrid สำหรับพนักงาน 

การทำงานแบบ Hybrid Working ช่วยให้พนักงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการทำงาน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน ทำให้เราสามารถจัดสรรเวลาในการทำงานได้ อีกทั้งการทำงานแบบ Hybrid Work ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 

 

ข้อดีของการทํางานแบบ hybrid สำหรับองค์กร

นโยบายการทำงานแบบ Hybrid Work ช่วยให้ธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ออฟฟิศ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เนื่องจากพนักงานไม่ได้เข้าบริษัททุกวัน นอกจากนี้การทำงานแบบ Hybrid ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้หลายบริษัทในการจ้างพนักงานที่มีศักยภาพจากที่ไหนก็ได้ ไม่เฉพาะแค่ในประเทศ 

 

 

มาทำความรู้จักประเภทของ Hybrid Workplace ทั้ง 5 แบบ

เราได้พูดถึงวิธีการทำงานแบบ Hybrid รวมถึงข้อดีกันไปแล้ว ก็มาถึงรูปแบบการทำงาน Hybrid Workplace กันบ้าง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กรและลักษณะงานของพนักงาน ดังนี้

 

1. Remote-Friendly

เป็นการทำงานแบบ Hybrid ที่พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากที่ไหนก็ได้ แต่ก็สามารถเข้าออฟฟิศได้เมื่อต้องการ เหมาะกับงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือการติดต่อสื่อสารในออฟฟิศ

 

2. Remote – First 

เป็นการทำงานแบบ Hybrid ที่ต่างจากข้อแรกคือ เน้นทำงานจากระยะไกลเป็นหลัก เข้าออฟฟิศเป็นบางกรณี หรือมีการนัดหมายต่าง ๆ เหมาะกับงานที่สามารถทำงานออนไลน์ได้ทั้งหมด

 

3. Fixed Hybrid

เป็นการทำงานแบบ Hybrid ที่จะแบ่งเฉพาะกลุ่ม ก็คือจะมีบางส่วนที่ยังคงทำงานในออฟฟิศ และบางส่วนที่ทำงานจากระยะไกล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าจะกำหนดสัดส่วนอย่างไร 

 

4. Collaboration Days

เป็นการทำงานแบบ Hybrid ที่เน้นการทำงานจากระยะไกลเป็นหลัก แต่จะมีการเข้าออฟฟิศในบางวันเพื่อทำงานร่วมกัน เหมาะกับงานที่ต้องการการระดมความคิด การทำงานเป็นทีม หรือการสร้างความสัมพันธ์

 

5. Office First

เน้นการทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก แต่สามารถทำงานแบบ Work from anywhere ได้เป็นบางกรณี

 

Hybrid Workplace เป็นรูปแบบการทำงานที่มีศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การที่จะเลือกรูปแบบการทำงาน Hybrid Workplace อย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจและลักษณะงานด้วย

 

เพราะอะไรคนรุ่นใหม่ ถึงเลือกงานที่เป็น Hybrid Work มากขึ้น

แม้ปัจจุบันรูปแบบการทำงานแบบดั้งเดิมที่เข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ กำลังจะถูกแทนที่ด้วยการทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งการทำงานแบบ Hybrid Work ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และนี่คือสาเหตุที่คนรุ่นใหม่ถึงเลือกงานที่เป็น Hybrid Work มากขึ้น

 

1. เพราะคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจ Work-Life Balance มากขึ้น

ต้องบอกว่ายุคนี้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องของการหาสมดุลระหว่างการทำงาน และ ชีวิตส่วนตัว หรือ Work-Life Balance มากขึ้น อีกทั้งพวกเขายังมองหางานที่มีความยืดหยุ่น และ มีความคล่องตัวในการทำงาน ซึ่งปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มนำแนวคิดนี้มาใช้ เพื่อจูงใจคนรุ่นใหม่ให้มาร่วมงาน ซึ่งการทำงานแบบ Hybrid Work ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็มที่ และในขณะเดียวกันพวกเขาก็มีความสุขกับชีวิตส่วนตัว

 

2. Hybrid Work ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น

ข้อดีอีกข้อหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ การทำงานแบบ Hybrid Work ช่วยให้เราโฟกัสงานที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น มีสมาธิจดจ่อกับการทำงาน โดยไม่มีอะไรมารบกวน ทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องยึดติดว่าจะต้องเข้าออฟฟิศตั้งแต่ 9 โมงเช้าเลิกงาน 6 โมงเย็นแบบเดิม ๆ อีกทั้งยังช่วยทำให้เรามีเวลามากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง

 

 

Hybrid Working กับ Work From Home แตกต่างกันไหม?

ดังที่กล่าวไปว่า Hybrid Working คือการทำงานในออฟฟิศ สลับกับการทำงานแบบ Work from anywhere คือทำจากที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำงานจากที่บ้าน ซึ่งการแบ่งกำหนดสัดส่วนการทำงาน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท แน่นอนว่าจะแตกต่างจาก Work From Home ซึ่งจะเป็นการทำงานจากที่พักอาศัยเป็นหลัก และพร้อมสำหรับการถูกเรียกเข้าทำงานที่ออฟฟิศตลอดเวลาเมื่อมีประกาศจากทางบริษัท ซึ่งข้อดีของการทำงานทั้งแบบ Hybrid Working กับ Work From Home คือช่วยลดความกดดันจากบรรยากาศความตึงเครียดในออฟฟิศ ช่วยให้พนักงานมีอิสระในการจัดการเวลาทำงาน

 

การทํางานแบบ Hybrid Work ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับพนักงานยุคใหม่ ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าเราสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน หรือ ที่ทำงาน โดย Hybrid Work ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้าง Work Life Balance ในชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้มากขึ้น ทั้งนี้หากบริษัทไหนที่นำการทำงานแบบ Hybrid มาใช้ อาจจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ และนำเทคโนโลยี เครื่องมือต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้การทำงานแบบ Hybrid Working ราบรื่นไม่มีสะดุด

 

แม้การทำงานแบบไฮบริด จะช่วยบริหารจัดการเวลาการทำงานของคุณให้ชิลขึ้น ช่วยทำให้เราประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ให้คุณได้มีเงินเหลือไว้เก็บออมได้ และถ้าคุณคือพนักงานสายออมเงินที่อยากได้ดอกเบี้ยสูง ขอแนะนำ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ สปีดดี พลัส ซีไอเอ็มบี ไทย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-626-7777 หรือ คลิกที่นี่