Search
Back
เกี่ยวกับเรา  
รางวัล  
ข่าวและกิจกรรม  
บริการโอนเงินระหว่างประเทศ  
โปรโมชั่นล่าสุด  
we love bond concert  
CIMB My Bond ผู้ช่วยส่วนตัว 24 ชั่วโมง  
CIMBweBond Concert  
CIMB THAI App  
CIMB THAI Connect  
บริการแจ้งเตือนผ่าน SMS  
พร้อมเพย์  
บริการเปิดบัญชีด้วยการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (NDID)  
การขอและรับส่งข้อมูลรายการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก ในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลระหว่างธนาคาร (dStatement)  
บริการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (NDID) เพื่อทำธรุกรรมออนไลน์กับกรมสรรพากร  
ติดต่อเรา | ศูนย์บริการลูกค้าบุคคล ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (จำกัด)  
สาขาธนาคาร  
ข้อมูลคุณภาพการให้บริการ  
คำมั่นสัญญาการให้บริการลูกค้าธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  
Form Download Center  
You're viewing:
ลูกค้าบุคคล
Other Sites
เกี่ยวกับเรา
การกำกับดูแล
ทีมผู้บริหาร
นักลงทุนสัมพันธ์
ความยั่งยืน
ข่าวและกิจกรรม
ผลิตภัณฑ์ธนาคาร
เงินฝาก
ประกัน
สินเชื่อ
การบริหารความมั่งคั่ง
การลงทุน
logo
TH

 

หุ้นกู้ คือหนึ่งในทางเลือกของการลงทุนคนยุคใหม่ที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าการออมรูปแบบทั่วไป พร้อมยอมรับความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม ทั้งการลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาลหรือการรับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร ก็นับเป็นตัวเลือกยอดฮิตทั้งนั้น แต่ก่อนจะตัดสินใจลงทุนในหุ้นกู้มีจุดสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจให้ดีกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหุ้นกู้ ผลตอบแทน และความเสี่ยงหุ้นกู้ที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นมาดูกันว่าหุ้นกู้มีกี่ประเภท แต่ละแบบต่างกันยังไง ถ้าจะซื้อขายหุ้นกู้ต้องทำยังไงบ้าง? หาคำตอบได้ในบทความนี้!

 

สารบัญบทความ

 

  • รู้จัก หุ้นกู้ คืออะไร?
  • ประเภทของหุ้นกู้มีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบเหมาะกับใคร?
  • หุ้นกู้ตลาดแรกกับหุ้นกู้ตลาดรอง แตกต่างกันอย่างไร?
  • การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ (Credit Rating)
  • ลงทุนในหุ้นกู้ดีอย่างไร ผลตอบแทนสูงจริงไหม?
  • 3 ความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่นักลงทุนควรรู้และระวังก่อนลงทุน!
  • FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุ้นกู้
  • ซื้อหุ้นกู้ไม่ต้องออกใบ เปิดบัญชีเพื่อการลงทุนกับ CIMB THAI เลือกหุ้นกู้ให้เหมาะกับคุณที่สุด

 

Key Takeaway

 

  • หุ้นกู้คือ ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกเพื่อระดมทุนจากผู้ลงทุน 
  • การซื้อขายหุ้นกู้สามารถทำได้ผ่านตลาดแรก (Primary Market) และตลาดรอง (Secondary Market)
  • หุ้นกู้สามารถแบ่งได้หลายประเภท โดยรูปแบบที่พบบ่อยสามารถแบ่งตามลักษณะสิทธิและหลัก
  • การลงทุนหุ้นกู้ พิจารณาได้จากอัตราดอกเบี้ยและราคาที่ตราหน้าตั๋ว รวมถึงอายุคงเหลือของหุ้นกู้
  • หุ้นกู้ออกใหม่จะเปิดการซื้อขายครั้งแรกผ่านตลาดแรก โดยผู้ลงทุนสามารถจองซื้อผ่านผู้จัดจำหน่าย เช่น ธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์

 

รู้จัก หุ้นกู้ คืออะไร?


 

หุ้นกู้ หรือ Corporate Bond คือ ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกเพื่อระดมทุนจากผู้ลงทุน โดยผู้ซื้อขายหุ้นกู้จะได้ดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด และเมื่อถึงวันครบกำหนดก็จะได้รับเงินต้นคืนจากผู้ออกหุ้นกู้ การลงทุนหุ้นกู้แบบนี้จะได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่จ่ายเป็นงวด ๆ เช่น ทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนหุ้น แต่ก็ต้องระวังปัญหาการผิดนัดจ่ายหนี้กับผู้ออกหุ้นกู้ เช่นเดียวกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงอื่น ๆ หรือหุ้นกู้อนุพันธ์แฝงที่มีเงื่อนไขค่อนข้างซับซ้อนและความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป

ประเภทของหุ้นกู้มีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบเหมาะกับใคร?


 

ประเภทหุ้นกู้สามารถแบ่งแยกได้ตามการมีประกันและสิทธิการเรียกร้อง ซึ่งจะแตกต่างกันตามรูปแบบที่บริษัทออกมา ทำให้การซื้อหุ้นกู้กับแต่ละบริษัทนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่แตกต่างกัน โดยที่หลัก ๆ จะแบ่งแยกได้ 4 ประเภท ได้แก่

 

หุ้นกู้มีประกัน (Secured Bond)

 

หุ้นกู้ที่มีประกัน หมายถึงหุ้นกู้ที่มีทรัพย์สินหรือหลักประกันจากบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้น เพื่อเป็นการรับประกันการชำระหนี้ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยนักลงทุนจะมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันก่อนผู้ถือหุ้นกู้ประเภทอื่น ๆ หากมีการผิดนัดจ่ายหนี้ ทำให้เป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะการมีหลักประกันช่วยลดความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน จึงมีดอกเบี้ยน้อยกว่าหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักประกันตามไปด้วยนั่นเอง

 

หุ้นกู้ไม่มีประกัน (Unsecured Bond)

 

หุ้นกู้ไม่มีประกัน (Unsecured Bond) คือ หุ้นกู้ที่ไม่มีทรัพย์สินค้ำประกัน ผู้ลงทุนจึงต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และฐานะทางการเงินของผู้ออกหุ้นกู้เป็นหลัก หากผู้ออกหุ้นกู้ประสบปัญหาทางการเงิน ผู้ถือหุ้นกู้อาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ทำให้หุ้นกู้ประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้มีประกัน แต่โดยทั่วไปก็มักให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

 

หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Debenture)

 

หุ้นกู้ด้อยสิทธิ คือ หุ้นกู้ที่มีลำดับสิทธิในการได้รับชำระหนี้ต่ำกว่าหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ หากผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะได้รับชำระหนี้หลังจากเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิได้รับชำระก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้ หุ้นกู้ด้อยสิทธิจึงมีความเสี่ยงสูงกว่า และมักให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงดังกล่าว

 

หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond)

 

หุ้นกู้ที่ไม่ด้อยสิทธิ คือ หุ้นกู้ที่มีลำดับสิทธิในการชำระหนี้ที่สูงกว่าหุ้นกู้ด้อยสิทธิ จากที่บอกไปก่อนหน้าว่าผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิจะได้รับการชำระหนี้ก่อนหุ้นกูด้อยสิทธิเมื่อวันหนึ่งบริษัทมีปัญหาทางการเงิน ทำให้หุ้นกู้ประเภทนี้มีความเสี่ยงน้อยกว่า ทั้งยังดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่า แต่ดอกเบี้ยที่จ่ายก็จะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิ จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงในระดับที่ต่ำกว่า

หุ้นกู้ตลาดแรกกับหุ้นกู้ตลาดรอง แตกต่างกันอย่างไร?


 

การแบ่งประเภทของหุ้นกู้ตามการออกขายจะถูกแบ่งออกเป็นหุ้นกู้ตลาดแรกและหุ้นกู้ตลาดรอง ซึ่งทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันไม่เพียงแค่ในแง่ของความหมาย แต่ยังรวมถึงผู้จำหน่ายหุ้นกู้ และผลตอบแทนที่คนลงทุนจะได้รับอีกด้วย

 

 

หุ้นกู้ตลาดแรก (Primary Market)

หุ้นกู้ตลาดรอง (Secondary Market)

 

ลักษณะการซื้อ

เป็นการเสนอขายครั้งแรกของบริษัท เพื่อระดมทุนโดยตรงจากนักลงทุน สามารถซื้อหุ้นกู้ตลาดแรกผ่านผู้จัดจำหน่าย เช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์

เป็นการเปลี่ยนมือระหว่างผู้สนใจจะซื้อ-ขาย โดยสามารถทำธุรกรรมได้ผ่านธนาคาร และบริษัทหลักทรัพย์เช่นกัน

 

ราคาที่ซื้อ

ราคาหน้าตั๋วที่ผู้ออกหุ้นกู้ตราไว้

ราคาตลาด (อาจสูงกว่า เท่ากับ หรือต่ำกว่า ราคาหน้าตั๋ว)

 

ช่วงเวลา

เฉพาะช่วงที่เปิดเสนอขายเท่านั้น

ซื้อขายได้ทุกวัน

 

ข้อดี

ทราบผลตอบแทนที่แน่นอน : ผลตอบแทนหุ้นกู้จะถูกระบุไว้อย่างชัดเจน ทำให้คาดการณ์ผลตอบแทนที่จะได้รับได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย

ซื้อ-ขายได้ตลอดเวลา: หุ้นกู้ในตลาดรองมีสภาพคล่องสูง ซื้อขายได้ผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้ผู้ที่มีหุ้นกู้อยู่ในมือ สามารถขายหุ้นกู้เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยง่าย

มีหุ้นกู้ให้เลือกหลากหลายรุ่น : หุ้นกู้ในตลาดรองมีให้เลือกจำนวนมาก ทำให้สามารถเลือกซื้อหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทน หรือมีอายุคงเหลือ ตามที่ต้องการได้

 

ข้อจำกัด

จำกัดระยะเวลาการซื้อ : นักลงทุนจะต้องติดตามข่าวสารของบริษัทที่ออกหุ้นกู้ เพื่อให้สามารถซื้อได้ทันในช่วงที่ให้ซื้อ-ขาย

จำกัดการซื้อกับนักลงทุนเฉพาะกลุ่ม - บางบริษัท จะกำหนดผู้ซื้อเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยไม่สามารถซื้อขายได้

ราคามีความผันผวน : ราคาหุ้นกู้ขึ้นลงตามอัตราดอกเบี้ย และอายุคงเหลือของหุ้นกู้

 

เหมาะสำหรับ

นักลงทุนที่ต้องการถือครองหุ้นกู้ออกใหม่จนครบกำหนด, นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีธนาคาร

นักลงทุนที่จองซื้อไม่ทัน, นักลงทุนที่ต้องการขายหุ้นกู้ เพื่อใช้เงินสด, นักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรราคาหุ้นกู้, นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีธนาคาร

 

การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ (Credit Rating)



 

อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ (Credit Rating) คือตัวช่วยประเมินความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นกู้ได้ เพราะจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้น ๆ เสี่ยงกับการลงทุนมากแค่ไหน โดยทั่วไปการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ๆ ดังนี้

 

1. Investment Grade

 

หุ้นกู้ออกใหม่ในตลาดแรก หรือหุ้นกู้ในตลาดรองที่อยู่ในกลุ่ม Investment Grade มักจะได้รับการจัดอันดับสูงจากสถาบันจัดอันดับเครดิต โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือดังนี้

 

  • AAA : อันดับความน่าเชื่อถือสูงสุด ความเสี่ยงต่ำสุด (Highest credit quality)
 
  • AA+, AA, AA- : อันดับความน่าเชื่อถือสูงมาก ความเสี่ยงต่ำมาก  (Very high credit quality)
 
  • A+, A, A- : อันดับความน่าเชื่อถือสูง ความเสี่ยงระดับต่ำ (High credit quality)
 
  • BBB+, BBB, BBB- : อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในเกณฑ์ดี ความเสี่ยงปานกลาง (Good credit quality)

 

หมายความว่าบริษัทที่ออกหุ้นกู้เหล่านี้มีความเสี่ยงต่ำในการผิดนัดชำระหนี้ และสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ทำให้ตอบโจทย์สำหรับนักลงทุนที่มองหาความปลอดภัย และดอกเบี้ยที่มั่นคงแบบต่อเนื่อง

 

2. Non-Investment Grade หรือ Speculative Grade

 

หุ้นกู้ในกลุ่ม Non-Investment Grade หรือ Speculative Grade คือประเภทที่มีการจัดอันดับต่ำกว่าระดับ Investment Grade โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือดังนี้

 

  • BB+,BB,BB- : อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำกว่าการลงทุน มีความเสี่ยงในระดับสูง (Speculative credit quality)
 
  • B+, B, B- : อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำกว่าการลงทุนอย่างมาก มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก (Highly speculative credit quality)
 
  • CCC +, CCC, CCC-, CC : อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำกว่าการลงทุนอย่างสูง มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้อย่างยิ่ง (Substantial credit risk)
 
  • C : อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำกว่าการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ มีความเสี่ยงสูงที่สุด (Exceptionally high levels of credit risk)

 

บริษัทในอันดับนี้มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะด้วยสถานะการเงินที่ไม่มั่นคงหรือกำลังเจอความเสี่ยงจากการทำธุรกิจและการจ่ายหนี้ ทำให้นักลงทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นกู้กลุ่มนี้จะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น เพื่อแลกกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น

 

3. Unrated Bond

 

หุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับจากสถาบันจัดอันดับเครดิตจะถูกเรียกว่า "Unrated Bond" ซึ่งไม่มีการประเมินความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้จากหน่วยงานภายนอก ทำให้เสี่ยงสูงมาก เพราะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนทั้งความน่าเชื่อถือของบริษัทและความสามารถในการจ่ายคืน จึงควรระมัดระวัง และศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหุ้นกู้อันดับนี้ให้ดี ๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ลงทุนในหุ้นกู้ดีอย่างไร ผลตอบแทนสูงจริงไหม?

 

ก่อนจะตัดสินใจว่าหุ้นกู้เหมาะกับใครบ้าง ควรลงทุนหุ้นกู้ดีไหม? เราจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับข้อดีของการลงทุนหุ้นกู้กันก่อน ซึ่งมีด้วยกันดังนี้

 

  • ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินและพันธบัตรรัฐบาล: หุ้นกู้มักให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินในธนาคารหรือพันธบัตรรัฐบาลจากความเสี่ยงที่สูงกว่า ส่วนดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป ก็ไม่สามารถทำให้เงินโตได้เร็วเท่ากับการลงทุนในหุ้นกู้ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าด้วยเช่นกัน
 
  • ความปลอดภัยของเงินลงทุน: แม้การลงทุนในหุ้นกู้จะมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หุ้นกู้จากบริษัทที่น่าเชื่อถือ ก็ย่อมปลอดภัยสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่มีผลประกอบการที่มั่นคงและมีเครดิตดี ทำให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ได้รับด้วยนั่นเอง
 
  • การได้รับรายได้ประจำจากดอกเบี้ย: หุ้นกู้มักจะมีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับนักลงทุนเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่อง ทำให้สามารถเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวได้ หากนักลงทุนเลือกหุ้นกู้ในตัวเลือกที่ดี ก็จะได้รับการจ่ายดอกเบี้ยในระยะยาว
 
  • ความยืดหยุ่นในการเลือกหุ้นกู้ที่เหมาะสม: นักลงทุนสามารถเลือกหุ้นกู้ที่มีอัตราผลตอบแทนสูง ตามความเสี่ยงหุ้นกู้ที่ยอมรับได้ ด้วยการตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท หรือเลือกหุ้นกู้ที่อัตราผลตอบแทนสูงแต่ก็ตามมาด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้น

 

 

3 ความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่นักลงทุนควรรู้และระวังก่อนลงทุน!


 

ก่อนจะตัดสินใจซื้อขายหุ้นกู้ การเข้าใจถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ของการลงทุนประเภทนี้ย่อมเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด! เพราะหุ้นกู้มีความเสี่ยงหลากหลาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ความเสี่ยงด้านราคา: ราคาของหุ้นกู้ คือหนึ่งในความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาด และความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งหากบริษัทมีผลประกอบการที่ไม่ดีหรือมีปัญหาทางการเงิน ก็อาจส่งผลให้ราคาของหุ้นกู้ลดลง และทำให้การขายหุ้นกู้ก่อนกำหนดอาจขาดทุนได้
 
  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง: หุ้นกู้บางประเภทอาจมีการซื้อขายในตลาดรองได้ค่อนข้างจำกัดเลยทีเดียว ทำให้การขายหุ้นกู้ก่อนกำหนดเป็นไปได้ยาก นักลงทุนจึงอาจเสี่ยงเจอปัญหาในการถอนเงินออกจากการลงทุนในหุ้นกู้ที่ไม่มีสภาพคล่อง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการเงินด่วน
 
  • ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย: เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ราคาของหุ้นกู้จะลดลง เพราะผู้ลงทุนอาจหันไปลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าแทน หากดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลง ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าตอบแทนจากการลงทุนได้ นอกจากนี้หากถือหุ้นกู้ระยะยาว ก็มีโอกาสไม่ได้กำไรตามที่หวังอีกด้วย

 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุ้นกู้

หุ้นกู้ต้องยื่นภาษีไหม?

 

รายได้จากดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินหุ้นกู้ จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ซึ่งถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี โดยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% จากดอกเบี้ยที่ได้รับ และมีสิทธิเลือกที่จะไม่ต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปคำนวณรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี ณ สิ้นปี

(อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.rd.go.th/553.html )

 

ถ้าอยากขายหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดสามารถทำได้ไหม?

 

ทำได้ ผ่านการซื้อ-ขายหุ้นกู้ในตลาดรอง

 

หุ้นกู้ต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเท่าไหร่?

 

โดยปกติแล้วการลงทุนหุ้นกู้ ตลาดแรกขั้นต่ำจะอยู่ที่ 100,000 บาท และตลาดรองจะอยู่ที่ 50,000 บาท

 

ซื้อหุ้นกู้ไม่ต้องออกใบ เปิดบัญชีเพื่อการลงทุนกับ CIMB THAI เลือกหุ้นกู้ให้เหมาะกับคุณที่สุด

 

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าหุ้นกู้ คืออะไร หรือกำลังตัดสินใจว่าจะลงทุนในหุ้นกู้ดีไหม หัวข้อต่าง ๆ ที่เราได้แนะนำไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหุ้นกู้ว่ามีกี่ประเภท หุ้นกู้และผลตอบแทน หรือแม้แต่ความเสี่ยงของหุ้นกู้ในการลงทุน ก็น่าจะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของการลงทุนในหุ้นกู้ได้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว

 

และหากใครที่กำลังสนใจลงทุนหุ้นกู้ เราขอแนะนำให้เปิดบัญชีเพื่อการลงทุนกับ CIMB ที่ทำได้ผ่านสาขาของธนาคารทั่วประเทศ หรือทางแอป CIMB THAI (คลิก) ที่จะช่วยให้การซื้อขายหุ้นกู้ของคุณทำได้ง่าย ไม่ต้องออกใบหุ้นกู้ให้วุ่นวาย และยังดูพอร์ตการลงทุนได้สะดวกในทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งถือว่าเหมาะมากกับคนยุคนี้ที่อยากลงทุนแบบคล่องตัวและไม่เสียเวลา!

 

*คำเตือน : ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (พันธบัตร/หุ้นกู้) เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

 

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CIMB THAI Care Center หรือโทร 02 626 7777 และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ของธนาคารได้ดังต่อไปนี้