{{tile.title}}
{{tile.description}}
{{tile.expiryDate}}
We will be right with you.
Financial Guru
❘ 28 Mar 2023
อ่าน 6 นาที
ตราสารหนี้ (Bond) ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่มักมีความผันผวนต่ำ พร้อมทั้งให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และสามารถช่วยบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ตราสารหนี้ให้มากขึ้นว่า ตราสารหนี้คืออะไร แล้วมีอะไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลที่ดีที่ช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจในอนาคต
Key Takeaway
สารบัญบทความ
ตราสารหนี้ (Bond) คือ สินทรัพย์ทางการเงินที่ทำให้ผู้ลงทุนมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ของผู้ออกตราสาร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน โดยผู้ลงทุนจะทราบผลตอบแทนแน่นอนตั้งแต่วันที่ลงทุน ระหว่างทางรับดอกเบี้ยสม่ำเสมอ และได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด
ตราสารหนี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่ช่วยสร้างกระแสเงินสด และช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของคุณได้ ซึ่งผลตอบแทนจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอายุของตราสารหนี้ รวมถึงความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเอง
การทำความเข้าใจหลักการทำงานของตราสารหนี้ จะช่วยให้คุณเห็นภาพความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ชัดเจนขึ้น ในฐานะของการเป็นเครื่องมือทางการเงิน ที่มีกลไกการสร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน
การแบ่งแยกประเภทของตราสารหนี้คือสิ่งที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถคัดเลือกสินทรัพย์ ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและระยะเวลาการลงทุนที่ต้องการได้อย่างดีขึ้น โดยสามารถแบ่งกลุ่มหลักได้ดังนี้
1. รัฐบาล หรือหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่
ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill): ตราสารหนี้ระยะสั้น มีอายุการไม่เกิน 365 วัน มักไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างทาง แต่จะขายในราคาที่มีส่วนลดจากมูลค่าหน้าตั๋ว
2. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond): ตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว เพื่อระดมทุนไปใช้ในการบริหารงบประมาณ และพัฒนาโครงการภาครัฐ โดยถือเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ เมื่อเทียบกับตราสารประเภทอื่น
3. บริษัทเอกชน
หุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bond): หุ้นกู้เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมทุนไปใช้ในการดำเนินธุรกิจหรือขยายกิจการ โดยผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนตามความน่าเชื่อถือของบริษัท ซึ่งโดยทั่วไปหุ้นกู้มักให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ การเลือกอายุของตราสารหนี้ที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนกระแสเงินสด และบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การลงทุนในตราสารหนี้ คือ จะช่วยรักษาสมดุลของพอร์ตการลงทุนได้ดีมาก ด้วยกลไกที่มีความแน่นอนสูงกว่าการลงทุนในหุ้น พร้อมยังมีข้อดีมากมายต่าง ๆ เหล่านี้อีกด้วย
แม้ตราสารหนี้โดยทั่วไปจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น แต่การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ ยังคงมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ผู้ลงทุนต้องรู้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งมูลค่าเงินต้นและผลตอบแทนที่คาดหวังได้เช่นกัน
การลงทุนในตราสารหนี้ คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ถือว่าเหมาะมากสำหรับการลงทุนรูปแบบนี้
การเข้าลงทุนในตราสารหนี้สามารถทำได้หลากหลายช่องทางตามความสะดวกของผู้ลงทุน ซึ่งมีช่องทางหลัก ดังนี้
ความแตกต่างหลักอยู่ที่สถานะของผู้ถือ โดยผู้ถือตราสารหนี้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ที่เน้นรับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตามกำหนดและมีความเสี่ยงต่ำกว่า ส่วนผู้ถือหุ้นมีสถานะเป็นเจ้าของ ที่เน้นผลกำไรจากการเติบโตของธุรกิจและเงินปันผล ซึ่งมีโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าแต่ก็มีความเสี่ยงที่มากกว่าเช่นกัน
ระยะเวลาถือครองขึ้นอยู่กับอายุของตราสารที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องถือจนครบกำหนดเสมอไป เพราะสามารถนำไปขายเปลี่ยนมือ เพื่อรับเงินสดคืนในตลาดรองได้ทุกเมื่อตามราคากลางในขณะนั้น
คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปีจากมูลค่าหน้าตั๋ว โดยผู้ออกตราสารจะแบ่งจ่ายผลตอบแทนเป็นงวด ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นแบบคงที่หรือแบบลอยตัวก็ได้
ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเลือกลงทุนในตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้คืออะไร ตราสารหนี้มีอะไรบ้าง และข้อดี-ข้อเสียของตราสารหนี้ และหากคุณมีความเข้าในในการลงทุนตราสารหนี้ครบถ้วนแล้ว และกำลังตัดสินใจหาที่ลงทุนที่ปลอดภัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คือผู้ให้บริการการลงทุนผ่านตราสารหนี้ ที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และให้บริการกับทุกคนได้อย่างตอบโจทย์ เพื่อช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า และคุณสามารถเปิดบัญชีลงทุนผ่านแอปพลิเคชั่น CIMB THAI ดาวน์โหลดได้ที่ (คลิก) สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CIMB THAI Care Center โทร. 02 626 7777
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ของธนาคารได้ดังต่อไปนี้
คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (หุ้นกู้หรือพันธบัตรรัฐบาล) เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน