คุณอยู่ที่

  • ทำไมต้อง CIMB Preferred
  • บริการเพื่อความมั่งคั่ง
  • บทความ
  • วิธีการเข้าร่วมเป็น CIMB Preferred
  • บริการช่วยเหลือสำหรับคุณ
  • ลิงค์ด่วน
วิธีการเข้าร่วมเป็น CIMB Preferred
บริการช่วยเหลือสำหรับคุณ
CIMB Rewards Program
โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ
กิจกรรมและสัมมนา
ค้นหาระดับความเสี่ยงในการลงทุนของคุณ
บริการทางการเงินและการลงทุน
2025 Outlook
มุมมองการลงทุนประจำเดือน
กองทุนแนะนำ
กองทุนรวม (Mutual Fund)
มุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนรายไตรมาส
Lifestyle
Structured Debenture
วางแผนทางการเงิน
Weekly Wealth Insights

ทำไมถึงต้องลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ? กระจายความเสี่ยงผ่านหุ้นและตราสารหนี้ไม่พอหรือ  

 

การกระจายความเสี่ยงระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ อย่างเช่น กลยุทธ์ “หุ้นต่อตราสารหนี้ 60:40” อาจไม่ได้เป็นกลยุทธ์ทีเด็ดในการสร้างพอร์ทการลงทุนที่มีผลตอบแทนที่มีเสถียรภาพเท่ากับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด 19 ซึ่งผลตอบแทนจากการกระจายความเสี่ยงระหว่างตราสารหนี้และหุ้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงปี 2022 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่แตกต่างจากวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอื่นๆ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยที่ตราสารหนี้สร้างผลตอบแทนที่ติดลบกว่า 13% ในปีที่หุ้นปรับตัวลงกว่า 17%

 

ความสัมพันธ์ของผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน (Positive Correlation) ตั้งแต่หลังวิกฤตโควิด 19 ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด ซึ่งในอดีตนักเศรษฐศาสตร์ Alfred Gibson ได้มีการพูดถึงความสัมพันธ์ที่มีความคล้ายคลึงกันนี้ในอดีต ก่อนที่ John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ผู้ที่ได้รับรางวัล Noble จะมีการโต้แย้งว่าทฤษฎีนี้ไม่สามารถสามารถถูกอธิบายได้ทางเศรษฐศาสตร์และตั้งชื่อความสัมพันธ์ของผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นที่แปรผกผันกัน (Negative Correlation) ว่า Gibson’s Paradox

 

โลกการลงทุนในช่วงหลังจากวิกฤต Dot Com ในปี 2000 จนถึงช่วงก่อนวิกฤตโควิด 19 สามารถกล่าวได้ว่าเป็นสภาวะแวดล้อมในเป็น Gibson’s Paradox ซึ่งความสัมพันธ์ของผลตอบแทนระหว่างตราสารหนี้และหุ้นแปรผกผันต่อกัน แปลว่าช่วงที่หุ้นในผลตอบแทนที่เป็นลบ ตราสารหนี้สามารถที่จะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกได้สลับต่อเนื่องกันไป จึงเป็นที่ผ่านของกลยุทธ์การลงทุน 60:40 ที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างสูงในด้านของเสถียรภาพของผลตอบแทนตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

คำถามถัดมาคือ “แล้วทำไมตราสารหนี้และหุ้นถึงไม่สามารถกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพของผลตอบแทนได้ดีเหมือนในอดีต?” ตัวแปรที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นนี้คืออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วงอัตราเฟ้ออยู่ในระดับต่ำผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นจะแปรผกผันกัน และสามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนต่อความเสี่ยงจากการกระจายการลงทุน (Diversification Benefit) ในทางกลับเมื่ออัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญความสัมพันธ์ของผลตอบแทนจากการลงทุนในทั้งสองสินทรัพย์ก็กลับมาแปรผันไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในช่วงปี 2022-2023 เป็นช่วงที่อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นจากการอัดฉีดเงินปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด 19 และตามมาด้วยการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อจัดการกับเงินเฟ้อ 

 

โดยในวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง มูลค่าของตราสารหนี้จะปรับตัวลดลงโดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มีอายุค่อนข้างยาวเนื่องจากนักลงทุนไม่ต้องการที่จะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนต่ำในเมื่อมีโอกาสที่จะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป ในฝั่งของหุ้นเองก็ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินของบริษัทที่จะสูงขึ้น พร้อมกันกับเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวและกดดันการเติบโตของรายได้จากการวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ดังนั้น ทั้งสององค์ประกอบนี้จึงเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าว

 

ในปัจจุบันแม้ว่าธนาคารกลางต่าง ๆ จะเริ่มปรับนโยบายทางการเงินเข้าสู่วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาลงแล้วก็ตาม แต่ประเด็นความกังวลด้านเงินเฟ้อยังคงวนเวียนสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเกิดจากประเด็นด้านความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หรือกำแพงภาษี ยังคงเป็นประเด็นที่อาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยที่ตราสารหนี้และหุ้นจะยังคงไม่สามารถที่จะกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพของผลตอบแทนได้ดีเหมือนในช่วง Gibson’s Paradox 

 

ดังนั้น คำถามสำคัญของนักลงทุนคือ “แล้วจะต้องจัดพอร์ทการลงทุนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและยังคงสามารถสร้างสเถียรภาพของผลตอบแทนที่ดีได้ ?” ซึ่งพระเอกสำคัญที่จะเป็นคำตอบในสมการที่นักลงทุนตามหาคือ “การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternatives Investment)” ซึ่งสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนตามหาจะมีลักษณะของผลตอบแทนที่ไม่มีความสัมพันธ์แประผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจหรือวัฏจักรของอัตราดอกเบี้ย ด้วยสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกราว 20% ของพอร์ทการลงทุนเป็นส่วนที่เสริมเพิ่มเติมจากพอร์ทการลงทุนที่ประกอบไปด้วยตราสารหนี้และหุ้น ก็เพียงพอที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพและเพิ่มผลตอบแทนต่อความเสี่ยงของพอร์ทการลงทุนได้อย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว

 

โดย 1 ใน กลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่จะหยิบยกมาให้ข้อมูลคือ “การลงทุนในค่าสิทธิ์ (Royalties Investment)” ซึ่งการลงทุนในค่าสิทธิ์จะมีความต่างจาก Private Equity หรือ Private Debt ที่นักลงทุนไทยเริ่มจะมีความคุ้นเคยกันมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่มีลักษณะของผลตอบแทนที่ไม่ผันผวนตามวัฎจักรเศรษฐกิจ และสามารถเติบโตสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ

Royalties Investment: การลงทุนในค่าสิทธิ์ ทางเลือกของผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ

 

 

ค่าสิทธิ์ (Royalties) คืออะไร

 

ค่าสิทธิ์กระแสเงินสดสำหรับการใช้ทรัพย์สินนั้นๆ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น เพลง, หนังสือ, ภาพยนตร์, สิทธิบัตร, เครื่องหมายการค้า) หรือทรัพยากรธรรมชาติ (เช่น น้ำมัน, ก๊าซ, แร่ธาตุ)



ทำไมการลงทุนในค่าสิทธิ์ (Royalties) ถึงน่าสนใจ

 

  • กระแสเงินสดที่มั่นคงและสม่ำเสมอ
  • มีสินทรัพย์ค้ำประกัน เช่น สิทธิ์บนทรัพย์สินทางปัญญา (ลิขสิทธิ์ และ สิทธิบัตร) หรือทรัพยากรธรรมชาติ
  • ไม่ผันผวนตามภาวะตลาด

 

 

การลงทุนในสิทธิ์เป็นอย่างไร

 

  • นักลงทุนจะเป็นผู้ถือสิทธิ์ (Right Holder) ผ่านการซื้อหรือลงทุน ในทรัพย์สินทางปัญญา หรือทรัพยากรธรรมชาติ จากเจ้าของ, ผู้พัฒนาหรือผู้สร้างเดิม ซึ่งเป็นการชำระเงินซื้อขายสิทธิ์ (Upfront Payment)
  • ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับคือส่วนแบ่งของรายได้ (Share of Revenue) จากผู้ที่นำสิทธิ์ดังกล่าวไปใช้ ไม่ว่าจะเป็น รายได้จากการผลิตยาภายใต้สิทธิบัตร, รายได้จากการส่งข้อมูลอย่างต่อเนื่อง (Stream) ภาพยนตร์ หรือเพลง หรือ รายได้จากการขายสินแร่จากเหมือง

ทำไมเจ้าของสิทธิ์เดิมถึงอยากขายสิทธิ์ – แรงจูงใจหลักของในการขายสิทธิ์เจ้าของสิทธิ์เดิมคือเป็นการรับรู้มูลค่าของกระแสเงินสดระยะยาวในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน เช่น บริษัทผู้พัฒนายาสูตรใหม่ ขายสิทธิบัตรยาสูตรใหม่ ส่งผลให้บริษัทดังกล่าวสามารถรับรู้รายได้จะยาสูตรใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้องเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาสูตรใหม่ ซึ่งทำให้บริษัทผู้พัฒนายาสามารถที่จะมีรายได้สำหรับวิจัยและพัฒนายาสูตรใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

 

 

ความเสี่ยงการลงทุนในสิทธิ์เป็นอย่างไร

 

  • ความเสี่ยงด้านปริมาณและราคา (Volume Risk and Price Risk)

เนื่องจากรายได้หรือผลตอบแทนของนักลงทุนจะขึ้นอยู่กับส่วนแบ่งรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการภายใต้สิทธิ์ เช่น ปริมาณยาที่ขายได้จริงต่ำกว่าที่คาด หรือราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวลดลง

 

  • ความเสี่ยงเฉพาะตัวของสินทรัพย์ (Specific Risk)

การเปลี่ยนแปลงการกฎหมาย, การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

 

  • ความเสี่ยงของคู่สัญญา (Counter Party Risk)

ความเสี่ยงจากคู่สัญญาที่นำสิทธิ์ไปใช้ไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพันธ์



ความแตกต่างระหว่าง ลิขสิทธิ์ (Copyright) และ สิทธิบัตร (Patent)

 

  • ลิขสิทธิ์ (Copyright): คุ้มครองงานประพันธ์ที่เป็นต้นฉบับ เช่น เพลง, ภาพยนตร์, หนังสือ มีอายุการคุ้มครองโดยทั่วไปคือ ตลอดชีวิตผู้สร้าง + 70 ปี และได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติเมื่อสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา

 

  • สิทธิบัตร (Patent): คุ้มครองสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ มีอายุการคุ้มครองโดยทั่วไปคือ 20 ปี นับจากวันที่ยื่นคำขอ ต้องยื่นขอจดทะเบียนกับหน่วยงานภาครัฐ



การจำแนกสิทธิ์ตามอายุของสิทธิ์

 

  • ทรัพย์สินค่าสิทธิ์ระยะยาว (Long-Term/Perpetual Royalties): มีอายุการสร้างรายได้ที่ยาวนานหรือไม่มีกำหนด เช่น แคตตาล็อกเพลงยอดนิยม, ไลบรารีภาพยนตร์/ซีรีส์คลาสสิก, หนังสือขายดี, การอนุญาตให้ใช้แบรนด์ (Trademark Licensing)

 

  • ทรัพย์สินค่าสิทธิ์ที่ลดลงตามการใช้งาน (Depleting Royalties): มีแหล่งรายได้ที่จำกัดและจะหมดไปในที่สุด เช่น ค่าสิทธิ์จากน้ำมันและก๊าซ, เหมืองแร่, การเก็บเกี่ยวไม้, ยาหรือสิ่งประดิษฐ์ภายใต้สิทธิบัตร

 

 

การลงทุนในค่าสิทธิ์ (Royalties Investment) เหมาะกับใคร

 

  • นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ ไม่แปรผันตามภาวะตลาด
  • นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนจากสินทรัพย์หลัก เช่น หุ้น หรือ ตราสารหนี้

 

 

นักลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำการลงทุน หรือ ขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่

 

  • ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา
  • CIMB THAI Care Center โทร. 02 626 7777
  • LINE  Wealth & Preferred

 


คำเตือน: ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน


______________________________________________________________________________________________________

 

เรียบเรียงบทความโดย

 

คุณจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ (IP, FM, IA) ผู้อำนวยการที่ปรึกษาทางการเงิน Investment Strategist ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)