ทำไมเจ้าของสิทธิ์เดิมถึงอยากขายสิทธิ์ – แรงจูงใจหลักของในการขายสิทธิ์เจ้าของสิทธิ์เดิมคือเป็นการรับรู้มูลค่าของกระแสเงินสดระยะยาวในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน เช่น บริษัทผู้พัฒนายาสูตรใหม่ ขายสิทธิบัตรยาสูตรใหม่ ส่งผลให้บริษัทดังกล่าวสามารถรับรู้รายได้จะยาสูตรใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้องเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาสูตรใหม่ ซึ่งทำให้บริษัทผู้พัฒนายาสามารถที่จะมีรายได้สำหรับวิจัยและพัฒนายาสูตรใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
ความเสี่ยงการลงทุนในสิทธิ์เป็นอย่างไร
- ความเสี่ยงด้านปริมาณและราคา (Volume Risk and Price Risk)
เนื่องจากรายได้หรือผลตอบแทนของนักลงทุนจะขึ้นอยู่กับส่วนแบ่งรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการภายใต้สิทธิ์ เช่น ปริมาณยาที่ขายได้จริงต่ำกว่าที่คาด หรือราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวลดลง
- ความเสี่ยงเฉพาะตัวของสินทรัพย์ (Specific Risk)
การเปลี่ยนแปลงการกฎหมาย, การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
- ความเสี่ยงของคู่สัญญา (Counter Party Risk)
ความเสี่ยงจากคู่สัญญาที่นำสิทธิ์ไปใช้ไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพันธ์
ความแตกต่างระหว่าง ลิขสิทธิ์ (Copyright) และ สิทธิบัตร (Patent)
- ลิขสิทธิ์ (Copyright): คุ้มครองงานประพันธ์ที่เป็นต้นฉบับ เช่น เพลง, ภาพยนตร์, หนังสือ มีอายุการคุ้มครองโดยทั่วไปคือ ตลอดชีวิตผู้สร้าง + 70 ปี และได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติเมื่อสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา
- สิทธิบัตร (Patent): คุ้มครองสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ มีอายุการคุ้มครองโดยทั่วไปคือ 20 ปี นับจากวันที่ยื่นคำขอ ต้องยื่นขอจดทะเบียนกับหน่วยงานภาครัฐ
การจำแนกสิทธิ์ตามอายุของสิทธิ์
- ทรัพย์สินค่าสิทธิ์ระยะยาว (Long-Term/Perpetual Royalties): มีอายุการสร้างรายได้ที่ยาวนานหรือไม่มีกำหนด เช่น แคตตาล็อกเพลงยอดนิยม, ไลบรารีภาพยนตร์/ซีรีส์คลาสสิก, หนังสือขายดี, การอนุญาตให้ใช้แบรนด์ (Trademark Licensing)
- ทรัพย์สินค่าสิทธิ์ที่ลดลงตามการใช้งาน (Depleting Royalties): มีแหล่งรายได้ที่จำกัดและจะหมดไปในที่สุด เช่น ค่าสิทธิ์จากน้ำมันและก๊าซ, เหมืองแร่, การเก็บเกี่ยวไม้, ยาหรือสิ่งประดิษฐ์ภายใต้สิทธิบัตร
การลงทุนในค่าสิทธิ์ (Royalties Investment) เหมาะกับใคร
- นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ ไม่แปรผันตามภาวะตลาด
- นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนจากสินทรัพย์หลัก เช่น หุ้น หรือ ตราสารหนี้