Search
Back
เอกสิทธิ์สำหรับสมาชิก CIMB Preferred  
CIMB Rewards Program  
โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ  
กิจกรรมและสัมมนา  
บริการ CIMB Preferred ผ่าน LINE OA CIMB Preferred  
ค้นหาระดับความเสี่ยงในการลงทุนของคุณ  
บริการทางการเงินและการลงทุน  
2025 Outlook  
มุมมองการลงทุนประจำเดือน  
กองทุนแนะนำ  
กองทุนรวม (Mutual Fund)  
มุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนรายไตรมาส  
Lifestyle  
หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง  
วางแผนทางการเงิน  
Weekly Wealth Insights  
ตลาดตราสารหนี้  
วิธีการเข้าร่วมเป็น CIMB Preferred  
ติดต่อเรา  
สาขาของเรา  
You're viewing:
Preferred Banking
Other Sites
logo
TH - ไทย

Executive Summary

ความกังวลเกี่ยวกับ AI กลับมาอีกครั้ง แม้แนวโน้มยังแข็งแกร่ง

 

IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยขยายตัว 3.3% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027 ใกล้เคียงกับประมาณการ 3.3% ในปี 2025 สำหรับปี 2025 เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะเติบโต 1.8% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1.6% ขณะที่ประเทศเกิดใหม่และกำลังพัฒนาคาดว่าจะเติบโต 4.2% ทรงตัวจากการประเมินก่อนหน้า การปรับเพิ่มคาดการณ์ดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับตัวต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ล่วงหน้า รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น ด้านเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงสู่ 3.8% ในปี 2026 ขณะที่การเติบโตของปริมาณการค้าโลกคาดว่าจะชะลอลงจาก 4.1% ในปี 2025 เหลือ 2.6% ในปี 2026

 

ประธานาธิบดี Trump ได้เสนอชื่อ Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ผู้มีประสบการณ์ในรัฐบาลสมัย Bush และ Obama ให้ดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนถัดไป อย่างไรก็ตาม การรับรองโดยวุฒิสภายังคงเผชิญความไม่แน่นอน เนื่องจาก ประธาน Fed คนปัจจุบัน Jerome Powell กำลังถูกสอบสวนทางอาญาโดยกระทรวงยุติธรรม (DOJ) เกี่ยวกับงบประมาณปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมล่าช้าออกไป ทั้งนี้ ตลาดเริ่มมีท่าทีผ่อนคลายลงหลังการเสนอชื่อ Warsh เนื่องจาก Warsh มีภาพลักษณ์เป็น 'นักปฏิบัตินิยม' (Pragmatist) มากกว่าผู้สนับสนุนทางการเมืองแบบสุดโต่ง ด้านตลาดแรงงาน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) เดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ที่ 70,000 ตำแหน่ง ช่วยบรรเทาความกังวลต่อภาวะถดถอย โดยอัตราว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.3% แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานรวมในปี 2025 จะถูกปรับปรุงย้อนหลัง (Benchmark Revision) จนเหลือเพียง 181,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนว่าตลาดแรงงานในปีที่ผ่านมาซบเซากว่าที่ประเมินไว้เบื้องต้นอย่างมาก

 

เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบ ประธาน Fed Jerome Powell ได้ยุติมาตรการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening: QT) มูลค่า 480,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม นอกจากนี้ ยังมีการประกาศมาตรการลักษณะ yield curve steepener ซึ่งเปรียบเสมือนมาตรการ QE ทางอ้อม ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นสูงสุดเดือนละ 40,000 ล้านดอลลาร์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 3 ขยายตัว 4.4% สูงสุดในรอบ 2 ปี จากแรงใช้จ่ายของผู้บริโภครายได้สูง ซึ่งช่วยสนับสนุนให้ Fed มีความมั่นใจในการดำเนินนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป ตลาดคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในช่วงกลางปี หลังจากที่ได้ปรับลดไปแล้วรวม 75bps ในปี 2025

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเป็นการประชุมติดต่อกันครั้งที่ 5 พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.2% ในปี 2026 และ 1.4% ในปี 2027 โดย ECB ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับเป็นกลางแล้ว หลังเงินเฟ้อปรับลดลงมาใกล้ 2% ทั้งนี้ คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ราว 1.9% ในปีนี้ และ 1.8% ในปีถัดไป ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.75% นับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในปี 2025 และเป็นครั้งที่ 6 ของวัฏจักรนี้ อย่างไรก็ตาม มติผ่านด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 เสียง สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการ ความเห็นที่แตกต่างดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเงินเฟ้อเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 3.4% YoY จากภาคบริการที่เร่งตัวขึ้นจาก 3.2% ในขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรกว่าเศรษฐกิจจะไม่มีการเติบโต สำหรับไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 แต่ข้อมูลอย่างเป็นทางการยืนยันว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 0.1% ตลาดคาดการณ์ว่า BoE จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกสองครั้ง ครั้งละ 25 bps ในช่วงปี 2026

 

ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี เพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืนเหนือ 2% มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 อย่างไรก็ดี แม้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) ยังคงติดลบอย่างมีนัยสำคัญ แม้เงินเฟ้อเดือนธันวาคมชะลอลงสู่ 2.1% YoY ก็ตาม โดย BOJ ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยปลายทาง (terminal rate) ของวัฏจักรนี้จะอยู่ในช่วง 1.25%-1.5% ความผันผวนของค่าเงินเยนและการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อาจกระทบเสถียรภาพทางการเงินและกดดันให้ BOJ ต้องเข้าแทรกแซงตลาด โดยในเดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี (10YR JGB) ปรับขึ้นสูงสุดราว 30bps แตะระดับ 2.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในเกือบ 30 ปี ด้านนายกรัฐมนตรี Takaichi ได้รับเลือกตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้ง พร้อมประกาศนโยบายระงับการจัดเก็บภาษีอาหารในอัตรา 8% เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มภาระต่อหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

 

เร็งโง (Rengo) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เตรียมเรียกร้องการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างน้อย 5% ในปี 2026 เท่ากับข้อเรียกร้องในปี 2025 ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าจ้างสูงสุดในรอบ 34 ปี ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP สำหรับปีงบประมาณ 2026 เป็นขยายตัว 1% จากเดิม 0.7% ด้านเศรษฐกิจจีน ไตรมาส 4 ปี 2025 ขยายตัว 4.5% ชะลอลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3 ขณะที่ทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเติบโต 5% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการที่ตั้งไว้ราว 5% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตภาคอสังหาฯ ที่ยืดเยื้อ โดยปี 2025 การลงทุนลดลง 17.2% จากที่หดตัว 10.6% ในปี 2024 สะท้อนแรงกดดันที่รุนแรงขึ้นในภาคดังกล่าว

 

เศรษฐกิจอินเดียคาดว่าจะขยายตัว 7.4% ในปีงบประมาณ 2025-26 เร่งขึ้นจาก 6.5% ในปีงบประมาณ 2024-25 ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสะสมแล้ว 125bps ตั้งแต่ต้นปี 2025 แต่ในการประชุมล่าสุดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยแรงสนับสนุนเศรษฐกิจมาจากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงก่อนหน้า และมาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม หลังจากชะลอลงต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อรายปีของอินเดียปรับเพิ่มจาก 0.25% ในเดือนตุลาคม สู่ 2.75% ในเดือนมกราคม และ RBI มองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวในปีงบประมาณถัดไป ด้านการค้า อินเดียและสหภาพยุโรป (EU) ได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งครอบคลุมราว 25% ของ GDP โลก ช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อการส่งออกอินเดียจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่อมา สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราว โดยปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียจาก 50% เหลือ 18%

 

Executive Summary โดย

คุณอรุณ ปาวา, IP, FM, IA, ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ที่ปรึกษาทางการเงิน

Investment Strategist ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)

 

 

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่

 


#CIMB Thai Bank