ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเป็นการประชุมติดต่อกันครั้งที่ 5 พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.2% ในปี 2026 และ 1.4% ในปี 2027 โดย ECB ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับเป็นกลางแล้ว หลังเงินเฟ้อปรับลดลงมาใกล้ 2% ทั้งนี้ คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ราว 1.9% ในปีนี้ และ 1.8% ในปีถัดไป ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.75% นับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในปี 2025 และเป็นครั้งที่ 6 ของวัฏจักรนี้ อย่างไรก็ตาม มติผ่านด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 เสียง สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการ ความเห็นที่แตกต่างดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเงินเฟ้อเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 3.4% YoY จากภาคบริการที่เร่งตัวขึ้นจาก 3.2% ในขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรกว่าเศรษฐกิจจะไม่มีการเติบโต สำหรับไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 แต่ข้อมูลอย่างเป็นทางการยืนยันว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 0.1% ตลาดคาดการณ์ว่า BoE จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกสองครั้ง ครั้งละ 25 bps ในช่วงปี 2026
ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี เพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืนเหนือ 2% มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 อย่างไรก็ดี แม้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) ยังคงติดลบอย่างมีนัยสำคัญ แม้เงินเฟ้อเดือนธันวาคมชะลอลงสู่ 2.1% YoY ก็ตาม โดย BOJ ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยปลายทาง (terminal rate) ของวัฏจักรนี้จะอยู่ในช่วง 1.25%-1.5% ความผันผวนของค่าเงินเยนและการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อาจกระทบเสถียรภาพทางการเงินและกดดันให้ BOJ ต้องเข้าแทรกแซงตลาด โดยในเดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี (10YR JGB) ปรับขึ้นสูงสุดราว 30bps แตะระดับ 2.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในเกือบ 30 ปี ด้านนายกรัฐมนตรี Takaichi ได้รับเลือกตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้ง พร้อมประกาศนโยบายระงับการจัดเก็บภาษีอาหารในอัตรา 8% เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มภาระต่อหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
เร็งโง (Rengo) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เตรียมเรียกร้องการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างน้อย 5% ในปี 2026 เท่ากับข้อเรียกร้องในปี 2025 ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าจ้างสูงสุดในรอบ 34 ปี ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP สำหรับปีงบประมาณ 2026 เป็นขยายตัว 1% จากเดิม 0.7% ด้านเศรษฐกิจจีน ไตรมาส 4 ปี 2025 ขยายตัว 4.5% ชะลอลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3 ขณะที่ทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเติบโต 5% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการที่ตั้งไว้ราว 5% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตภาคอสังหาฯ ที่ยืดเยื้อ โดยปี 2025 การลงทุนลดลง 17.2% จากที่หดตัว 10.6% ในปี 2024 สะท้อนแรงกดดันที่รุนแรงขึ้นในภาคดังกล่าว
เศรษฐกิจอินเดียคาดว่าจะขยายตัว 7.4% ในปีงบประมาณ 2025-26 เร่งขึ้นจาก 6.5% ในปีงบประมาณ 2024-25 ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสะสมแล้ว 125bps ตั้งแต่ต้นปี 2025 แต่ในการประชุมล่าสุดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยแรงสนับสนุนเศรษฐกิจมาจากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงก่อนหน้า และมาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม หลังจากชะลอลงต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อรายปีของอินเดียปรับเพิ่มจาก 0.25% ในเดือนตุลาคม สู่ 2.75% ในเดือนมกราคม และ RBI มองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวในปีงบประมาณถัดไป ด้านการค้า อินเดียและสหภาพยุโรป (EU) ได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งครอบคลุมราว 25% ของ GDP โลก ช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อการส่งออกอินเดียจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่อมา สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราว โดยปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียจาก 50% เหลือ 18%
Executive Summary โดย
คุณอรุณ ปาวา, IP, FM, IA, ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ที่ปรึกษาทางการเงิน
Investment Strategist ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)