ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ทรงตัวเหนือ 2% ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 อย่างไรก็ตาม แม้จะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบอยู่มาก BOJ ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดที่ 1.25–1.5% สำหรับวัฎจักรนี้ ทั้งนี้ BOJ ยังคงจับตาความอ่อนค่าของเงินเยนและการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งสัญญาณว่าจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติม หากความเคลื่อนไหวดังกล่าวเริ่มกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ปรับขึ้นสูงสุดราว 30bps สู่ระดับ 2.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี ขณะเดียวกัน นักลงทุนเกิดความกังวลหลังนายกรัฐมนตรี ทาคาอิจิ ให้คำมั่นว่าจะระงับการจัดเก็บภาษีอาหาร 8% เป็นระยะเวลา 2 ปี ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์
เร็งโง (Rengo) สหภาพแรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างน้อย 5% ในปี 2026 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เรียกร้องในปี 2025 และส่งผลให้เกิดการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 34 ปี ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปีงบประมาณ 2026 เป็นขยายตัว 1% จากเดิม 0.7% ด้านจีน เศรษฐกิจไตรมาส 4 เติบโต 4.5% ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ชะลอลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจทั้งปี 2025 ขยายตัว 5% เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ตั้งไว้ราว 5% ขณะที่การลงทุนในภาคพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงหดตัวต่อเนื่องจากปัญหาวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ โดยลดลง 17.2% ในปี 2025 จากที่ลดลง 10.6% ในปี 2024
ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโต 7.3% ในปีงบประมาณ 2026 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ IMF สำหรับปีงบประมาณถัดไป RBI ประเมินว่า GDP จะเติบโต 6.7% และ 6.8% ในไตรมาส 1 และ 2 ตามลำดับ นับตั้งแต่ต้นปี 2025 RBI ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมแล้ว 125bps โดยความคาดหวังต่อการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐ เงินเฟ้อที่ชะลอลง และมาตรการลดภาษี เป็นปัจจัยหนุนมุมมองเชิงบวก เงินเฟ้อปรับลดลงต่ำกว่า 1% ทั้งในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน และด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับสูงราว 4–5% ทำให้ RBI ยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ด้านการค้า อินเดียและสหภาพยุโรปได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจราว 25% ของ GDP โลก ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคส่งออกของอินเดีย ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่สูงถึง 50% โดยสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดีย
Executive Summary โดย
คุณอรุณ ปาวา, IP, FM, IA, ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ที่ปรึกษาทางการเงิน
Investment Strategist ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)