ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 อย่างไรก็ตาม ECB ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ลง 0.30% (30bps) สู่ระดับ 0.9% สำหรับปี 2026 และ 1.3% สำหรับปี 2027 โดยระบุถึงผลกระทบจากสงครามที่มีต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายได้ที่แท้จริง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้ ECB จะส่งสัญญาณว่าจุดยืนทางนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เป็นกลาง (Neutral) เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่ใกล้ระดับ 2% แต่ก็ได้เตือนถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2026 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 2.6% (จากเดิม 1.9%) ในทำนองเดียวกัน ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% พร้อมเตือนว่าวิกฤตพลังงานอาจผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 3.5% ภายในช่วงฤดูร้อนนี้
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ในการประชุมครั้งล่าสุด โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดว่าจะส่ง 'แรงกดดันขาขึ้น' ต่อเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญเนื่องจากญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% แม้ว่า BOJ จะคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เหมาะสม (Terminal Neutral Rate) สำหรับรอบวัฏจักรนี้ไว้ที่ระหว่าง 1.25% ถึง 1.5% แต่ก็ได้เตือนว่าจังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจ 'ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้' หากเกิดสภาวะอุปสงค์ลดลงอย่างรุนแรง (Demand Destruction) ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คาดการณ์ว่า GDP ที่แท้จริงของอินเดียจะเติบโตที่ระดับ 7.6% ในปีงบประมาณ 2025-26 ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับ 7.1% สำหรับ ปีงบประมาณ 2024-25 แม้ว่าธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมแล้วถึง 1.25% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 แต่ในการประชุมครั้งล่าสุด RBI ยังคงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม ความเชื่อมั่นของตลาดได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐ อัตราเงินเฟ้อที่เริ่มทรงตัว และมาตรการลดหย่อนภาษี อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านช่วงชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อรายปีได้ดีดตัวขึ้นจาก 0.25% ในเดือนตุลาคม สู่ระดับ 3.21% ในเดือนมกราคม โดย RBI ส่งสัญญาณว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้นอีกในปีงบประมาณหน้าในด้านการค้าระหว่างประเทศ ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ครั้งสำคัญระหว่างอินเดียและสหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมสัดส่วนถึง 25% ของ GDP โลก ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาความกดดันให้แก่ผู้ส่งออกที่เคยได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ อินเดียยังได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าชั่วคราวกับวอชิงตัน ซึ่งช่วยลดอัตราภาษีสินค้าส่งออกของอินเดียจาก 50% เหลือเพียง 18% และมีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่องถึงระดับ 15% ตามคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เกี่ยวกับกฎหมาย IEEPA
Executive Summary โดย
คุณอรุณ ปาวา, IP, FM, IA, ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ที่ปรึกษาทางการเงิน
Investment Strategist ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)