Stage 1: Accumulation (สะสม)
- MA (เส้นค่าเฉลี่ย) เริ่มบีบตัวใกล้เคียงกับการแกว่งตัวของราคา พร้อมปริมาณซื้อขายต่ำ
- เกิดขึ้นหลังจากตลาดหุ้นผ่านช่วงตกต่ำ
- ราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ไม่หวือหวา
- นักลงทุนรายใหญ่ เริ่มทยอยเข้าซื้อ
โอกาสของนักลงทุน เป็นจุดที่น่าศึกษาและเริ่มทยอยเก็บ แต่ต้องใช้ความอดทนสูง เพราะราคายังไม่วิ่งแรง
ตัวอย่างช่วงเวลาที่ดัชนี NASDAQ Composite อยู่ใน Stage 1
ปี 1995-1996 ช่วงนี้เป็นเวลาที่นักลงทุนเริ่มทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ บริษัทอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเริ่มเข้าตลาดหุ้น (IPO) เช่น Netscape และ Cisco นักลงทุนยังระมัดระวัง ตลาดโดยรวมยังไม่บูมมาก ทำให้ราคาหุ้นบางตัวยังอยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนที่เข้าใจเทคโนโลยีสามารถเริ่มสะสมก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น
______________________________________________________________________________________________________________
Stage 2: Uptrend (ขาขึ้น)
- MA ชันขึ้น ราคายืนเหนือ MA
- หุ้นเริ่มทะลุกรอบสะสม (เช่น กรอบราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์) พร้อมปริมาณการซื้อขายหนาแน่น
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ชี้ขึ้น
- ความเชื่อมั่นกลับมา ราคามีแนวโน้มสร้าง “Higher High, Higher Low” ทำจัดสูงสุดใหม่ และไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่
โอกาสของนักลงทุน ช่วงที่ผลตอบแทนดีที่สุด หากเข้าได้เร็ว ถือยาวก็อาจสร้างผลตอบแทนที่ดี
ตัวอย่างช่วงเวลาที่ดัชนี NASDAQ Composite อยู่ใน Stage 2
ปี 1997 - 1999 ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจน ดัชนี Nasdaq พุ่งแรง นักลงทุนทั่วไปและสถาบันเริ่มไหลเข้าสู่หุ้น dot-com อย่างรวดเร็ว โดยมีความคาดหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะเติบโตอย่างไม่จำกัด บริษัทอินเทอร์เน็ตหลายแห่งมี valuation สูงเกินจริง แต่ตลาดยังเชื่อว่าจะโตต่อเนื่อง ตัวอย่างบริษัทสำคัญ ได้แก่ Amazon, Yahoo, eBay, Cisco นักลงทุนที่เข้าตลาดใน Stage 1 จะเห็นผลกำไรอย่างชัดเจนจากช่วงขาขึ้นนี้
______________________________________________________________________________________________________________
Stage 3: Distribution (กระจาย/ขายทำกำไร)
- MA เริ่มแบน ราคาผันผวนสูง
- หุ้นเริ่มขึ้นไปสูง และเคลื่อนไหวในกรอบแคบอีกครั้ง
- ปริมาณซื้อขายเริ่มแผ่ว นักลงทุนรายใหญ่ทยอยขาย
- ตลาดเต็มไปด้วยข่าวบวก แต่ราคากลับไม่ค่อยไปต่อ อาจเพราะราคาสะท้อนความคาดหวังที่สูงเข้าไปแล้ว
สิ่งที่นักลงทุนควรทำ ระมัดวังแรงขาย การลดพอร์ตหรือทำกำไรบางส่วนเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม
ตัวอย่างช่วงเวลาที่ดัชนี NASDAQ Composite อยู่ใน Stage 3
ปลายปี 1999 - ต้นปี 2000 ในช่วงนี้ หุ้นหลายตัวเริ่มถึงจุดสูงสุด นักลงทุนสถาบันและผู้เล่นรายใหญ่เริ่ม ขายทำกำไร ตลาดเริ่มมีความผันผวนสูง ข่าวเกี่ยวกับ “ฟองสบู่ Dot-com” เริ่มปรากฏ บริษัทบางแห่งราคาหุ้นยังคงพุ่งต่อ แต่แรงขายสะสมเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยเริ่มระวังและพิจารณาลดพอร์ตหรือทำกำไรบางส่วน
______________________________________________________________________________________________________________
Stage 4: Downtrend (ขาลง)
- MA หักหัวลง
- ราคาทะลุแนวรับหลักลงมา
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หันลง ปริมาณขายเพิ่มขึ้น
- ตลาดเต็มไปด้วยข่าวร้ายและความกลัว
สิ่งที่นักลงทุนควรทำ เน้นป้องกันความเสี่ยง ถือเงินสดหรือหาสินทรัพย์ปลอดภัย รอจนกว่าจะเข้าสู่ Phase 1 อีกครั้ง
ตัวอย่างช่วงเวลาที่ดัชนี NASDAQ Composite อยู่ใน Stage 4
ปี 2000 - 2002 ฟองสบู่ Dot-com แตกอย่างรุนแรง ดัชนี Nasdaq ร่วงจากระดับ ~5,000 ลงเหลือประมาณ ~1,100 บริษัท dot-com จำนวนมากล้มละลาย เช่น Pets.com และ Webvan นักลงทุนที่ไม่ปรับพอร์ตสูญเสียเงินจำนวนมาก หลังจากตลาดปรับฐาน Stage 1 กลับมาในช่วง 2002–2003 เป็นโอกาสสะสมอีกครั้ง
______________________________________________________________________________________________________________
สรุป 4 Stage ดัชนี NASDAQ Composite ก่อนเกิด วิกฤต Dot-Com ในปี 2000